การปลูกมะยงชิด

การปลูกมะยงชิด-มะปรางหวาน ระยะปลูกที่เหมาะสม การให้ปุ๋ย และการกำจัดศัตรูพืช

ทิปส์ที่ 1 ปันทิปส์โดย http://www.gardengolden.com/mayongchid

การปลูกมะยงชิด-มะปรางหวาน และระยะปลูกที่เหมาะสม
เตรียมต้นพันธุ์ดียิ่งมีรากมากยิ่งดี ขุดหลุมปลูก กว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร เอาดินก้นหลุมขึ้นมาผสมกับแกลบและปุ๋ยมูลวัว คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วเอาดิน กลับลงไปรองก้นหลุม เอากิ่งพันธุ์มะยงชิดตั้งปลูก กลบดินที่โคนต้น อย่าให้ดินไปกลบรอยแผลที่ทาบเอาไว้เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะทำให้ต้นไม่เจริญเติบโต รอยแผลที่ทาบไว้จะเกิดเชื้อรา ทำให้เน่าได้ ข้อสำคัญอยู่ตรงนี้ พอปลูกแล้วก็รดน้ำอย่าให้ดินโคนต้นแฉะ เพราะมะยงชิดไม่ชอบน้ำขังแฉะ จะทำให้เกิดโคนเน่า รดน้ำสังเกตพอดินชุ่มเท่านั้น

ระยะปลูก
ระยะปลูกอยู่ที่ว่าเกษตรกรมีพื้นที่มากน้อยแค่ไหน และชอบที่จะปลูกระยะไหน ปลูกได้เลย หากจะปลูกระบบร่องสวนก็สามารถปลูกได้เช่นกัน
1. ระยะปลูก 8 x 8 เมตร
ระยะปลูกนี้ปลูกได้ไร่ละ 25 ต้น
2. ระยะปลูก 6 x 6 เมตร
ระยะปลูกนี้ปลูกได้ไร่ละ 44 ต้น
3. ระยะปลูก 4 x 4 เมตร
ระยะปลูกนี้ปลูกได้ไร่ละ 100 ต้น

การให้ปุ๋ยและการกำจัดศัตรูพืช
หลังจากลง ปลูกพอต้นตั้งตัวได้ประมาณ 3 เดือน ใส่ปุ๋ยคอกเล็กน้อย 3 เดือนใส่ครั้ง ใช้วิธีใส่น้อยๆ แต่บ่อยครั้ง ปุ๋ยคอกควรเป็นปุ๋ยมูลวัว วิธีใส่ให้โรยรอบๆ ทรงพุ่ม ไม่ต้องขุดดินทำเป็นร่องเวลาใส่ปุ๋ยจะทำให้รากฝอยของต้นขาดได้ เวลาขุดใช้วิธีหว่านปุ๋ยให้รอบต้นจะดีกว่า

ปีแรกมะยงชิดจะไม่ค่อยโต เท่าไรนัก สาเหตุอาจจะต้องให้เวลาการปรับตัวของต้นบ้าง แต่พอปีที่สองที่สาม ต้นจะโตเร็วมาก หลังลงปลูกปีที่ 3 ต้นก็จะให้ผลผลิตแล้ว เมื่อสวนเป็นคราวแรกปล่อยไปตามธรรมชาติก่อน พอรุ่งขึ้นอีกปีถึงจะเก็บผลผลิตขาย

เมื่อถึงปีที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต . แนะนำว่า ในช่วงเดือนมีนาคมให้ใส่ปุ๋ยคอก แล้วก็ตัดแต่งกิ่ง เอากิ่งไม่ดีในทรงพุ่มออก ตัดแต่งให้ในทรงพุ่มโล่งพอสมควร ใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงดินให้ต้นสมบูรณ์ที่สุดก่อนจะมีผลให้เก็บเกี่ยว ครั้นถึงเดือนกันยายนหรือกลางเดือนตุลาคม ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ให้เต็มที่อีกครั้ง ถึงตอนนี้ต้นจะสมบูรณ์มาก ใบเขียวเข้มเป็นมัน พอหมดฝนอากาศหนาวมาเยือน มะยงชิด มะปราง กระทบอากาศหนาว อุณหภูมิราว 20-23 องศาเซลเซียส ประมาณ 7-8 วัน ต้นจะแทงช่อดอกออกมาทันที

เมื่อติดช่อ ดอกแล้ว ให้ฉีดยาป้องกันเชื้อรา 1 ครั้ง พอดอกพัฒนาเป็นผลจุดเล็กๆ ฉีดยาอีกครั้ง โตขนาดเมล็ดถั่วเขียวฉีดยาอีกครั้ง รวมแล้วประมาณ 3 ครั้ง ปล่อยให้ผลโตขนาดผลมะเขือพวง ฉีดยาป้องกันเพลี้ยไฟไรแดง พร้อมกับฮอร์โมน แคลเซียม โบรอน ใครมีสูตรบำรุงผลดีๆ ก็เอามาฉีดตอนนี้แหละ ฉีด 1-2 ครั้ง ก็พอแล้ว หยุดฉีด ปล่อยให้ผลเจริญเติบโตนั้นจากวันแทงช่อดอกเรื่อยไป 75 วัน สามารถเก็บผลขายได้เลย ทางดินช่วงผลโตขนาดมะเขือพวง ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 อีกครั้ง ก่อนเก็บ 10-15 วัน ให้งดการให้น้ำเพื่อให้เนื้อมะยงชิดมีรสหวาน

มะยงชิด ใน 1 ปี จะติดดอกประมาณ 2 รุ่น คือ อากาศหนาวมาเยือนครั้งแรกต้นจะติดดอกรุ่นหนึ่ง และถ้าอากาศหนาวลงมากระทบต้นก็จะติดดอกอีก รวมแล้วสามารถเก็บได้ 2 รุ่น ใน 1 ปี รุ่นที่ 2 นั้นมีมะยงชิดดกมาก หลังเก็บผลผลิตหมด ก็ตัดแต่งกิ่ง ถึงเดือนมีนาคมราวกลางเดือนใส่ปุ๋ยคอกบำรุงต้น เพื่อให้สร้างผลผลิตในปีต่อไป

สำหรับแมลงวันทองศัตรูมะยงชิดนั้น . บอกว่า ที่สวนของตนไม่มี เพราะทำสวนให้สะอาด ให้โล่งเตียน ไม่ให้มีเปลือกหรือผลตกหล่นตามสวนไว้เป็นที่เพาะพันธุ์แมลงวันทอง

ทิปส์ที่ 2 ปันทิปส์โดย http://oknation.nationtv.tv/blog/horti-asia/
คลังความรู้ทางการเกษตร
ข้อมูลการเกษตร สวนตาพ้อม
ข้อมูลการเกษตร คุณวิชา เจริญรัตนศิลป์

การปลูกมะยงชิดพันธุ์สวนตาพ้อม

การปลูก
– คัดเลือกกิ่งพันธุ์ที่สมบูรณ์ แข็งแรง ไม่เป็นโรคและไม่มีแมลงรบกวน
– เตรียมดินปลูกโดยขุดหลุมปลุกให้มีความกว้าง 50 ซม. ยาว 50 ซม. ลึก 50 ซม.
แล้วผสมดินแกลบดำกับปุ๋ยรองก้นหลุม ให้เข้ากัน นำกิ่งพันธุ์ลงปลูก ด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ดินในถุงชำหรือตุ้มดินแตก โดยให้มีลักษณะการปลูกแบบกระทะคว่ำ
– ระยะห่างระกว่างแถวและระหว่างต้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกมะยงชิด คือ 7 * 7 เมตร ระยะปลูกดังกล่าวจะทำให้ทรงพุ่มใหญ่เต็มที่ ซึ่งจะส่งผลต่อการให้ผลผลิตของมะยงชิดอีกด้วย

เทคนิคการปลูกมะยงชิดสวนตาพ้อม
จากประสบการณ์การทำสวนไม้ผลมากว่า 20 ปี และ รางวัลการันตีอีกมากมาย ทำให้ตาพ้อมมีเทคนิคในการทำสวนไม้ผลมากมาย โดยเฉพาะมะยงชิด ตาพ้อมจะมีวิธีการปลูก คือ ปลูกเป็นแถวนระหว่างต้น 7*7เมตร บางแปลงก็ปลูกแบบสลับฟันปลา โดยระยะแรกที่ลงปลูกจะปลูกกล้วยแซมด้วย เพื่อให้กล้วยเติบโตให้ร่มเงาแก่มะยงชิด มะยงชิดจะอาศัยร่มเงากล้วยอยู่ 3 ปี จึงค่อยโค่นกล้วยออก บางแปลงก็ปลูกมะยงชิดในร่มเงาของไม้ผล ส่วนที่อยู่กลางแจต้งจะใช้ซาปลนคลุมพรางแสง ทุกต้นจะมีระบบน้ำหยดและระบบน้ำแบบสปริงเกอร์ การเตรียมหลุมปลูกในทางปฏิบัติจะขุดหลุมแบบวงกลม ให้มีรัศมี 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร ก็เพียงพอ ก้นหลุมผสมด้วยดินหมักหรือปึ๋ยคอกพอประมาณ ปลูกมะยงชิดตื้นลักษณธกระทะคว่ำ ปักไม้ค้ำยันกันลม พร้อมกับให้น้ำเพื่อให้ต้นนั้นชื้นอยู่เสมอ เนื่องจากมะยงชิดเป็นพืขที่ต้องการน้ำมาก แต่ไม่ชอบน้ำท่วมแฉะหรือขัง ในขณะที่ต้นยังเล็ก

การดูแลรักษามะยงชิด
การให้น้ำ : ภายใน 4-5 วันควรมีการให้น้ำ 1 ครั้ง (ในช่วงปลูกใหม่ปีแรก) ใส่ปุ๋ยทุกๆ 6 เดือน (นับจากวันปลูก) แนะนำให้ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก ส่วนปุ๋ยทางใบจะฉีด เมื่อมะยงชิดเริ่มแตกใบอ่อนให้ฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน จนกว่าใบจะเพสลาด จึงหยุดฉีดโดยอาจผสมกับสารไล่แมลงพร้อมกับอาหารเสริมชีวภาพ

การให้ปุ๋ย : ควรให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ตั้งแต่เริ่มปลูก 1-3 ปี ปีละครั้ง ช่วงต้นฝน สำหรับต้นที่โตให้ผลผลิตแล้ว ควรมีการตัดแต่งกิ่งออกบ้างหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยจัดการเอากิ่งที่เป็นโรคหรือกลิ่นที่แน่นทึบออก และกำจัดวัชพืช
การให้ปุ๋ย ควรให้สูตรเคมีสูตรเสมอ 16-16-16 พร้อมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักแห้ง ครั้งที่ 2 ให้ใส่เมื่อก่อนหมดฝน ด้วยปุ๋ยสูตร 8-24-24 พร้อมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักแห้ง เพื่อให้ต้นมีการสะสมอาหารไว้ให้พร้อมต่อการออกดอกผลในฤดูการ ถัดไป

** เทคนิคลดการสูญเสียปุ๋ย และ ให้ต้นไม้ได้รับปุ๋ยอย่างเต็มที่ ควรยอร่องเล็กๆ ตรงแนวรัศมีทรงพุ่มเป็นวงกลมล้อรอบต้นมะยงชิด ปุ๋ยจะได้ไม่ไหลหนีไปกับน้ำหรือน้ำฝน

โรคแมลง : ฉีดพ่นใบอ่อนที่แตกมาใหม่ด้วยน้ำสกัดจากสมุนไพร หรือ น้ำส้มควันไม้ ช่วงติดดอก ออกผลก็จะมีการใช้สารเคมีควบคู่ไปด้วย

หลักการปลูกมะปรางแซมสวนกล้วย
การปลูกไม้ผลบาง ครั้งเกษตรกรก็ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยในการพรางแสงแดดให้กับต้นไม้ บาง ชนิดไม่ชอบแสงแดดจัด เช่นเดียวกันกับมะปราง ที่จะไม่ชอบแสงแดดจัดในช่วง เริ่มปลูกใหม่ จะแต่ต้องการน้ำมากเพื่อการฟื้นตัว ทำให้เกษตรกรต้องสิ้น เปลืองเงิน ในการซื้อวัสดุอุปกรณ์มาช่วยในการพรางแสงและให้น้ำ ทำให้ต้นทุน สูงขึ้นตามมานั่นเอง

ด้วยเหตุผลดังกล่าว คุณธวัชจึงแนะนำให้ใช้วิธีการปลูกแบบภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาแต่อดีต คือ การปลูกมะปรางแซมสวนกล้วย ซึ่งจะช่วยในเรื่องต่างๆ ที่ทำให้มะปรางเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการปลูกด้วยวิธีนี้จะมีข้อดี คือ

1.เมื่อมะปรางมีขนาดเล็กอยู่จะไม่ต้องการแสงมาก ใบกล้วยจะช่วยในการบังแสงแดดให้มะปรางไปในตัว เป็นการประหยัดต้นทุนในการซื้อตาข่ายพรางแสงได้เป็นอย่างดี
2.ต้นกล้วยเป็นพืชที่หาอาหารเก่งและดูดน้ำได้เก่งมาก ฉะนั้นต้นมะปรางจะได้รับน้ำอยู่ตลอดเวลาเมื่อปลูกแซมไว้กลางดงกล้วย
3.ต้นกล้วยเป็นพืชที่มีจุลินทรีมาก รวมถึงไส้เดือนดินจะช่วยทำให้ดินร่วนซุยและมีธาตุอาหารมาก เมื่อกล้วยต้นที่อยู่ข้างต้นมะปรางตาย รากของมะปรางจะสามารถเข้าไปแทนที่ได้อย่างง่ายดาย ส่งเสริมให้มะแรงมีการเตริญเติบโตที่ดี

วิธีการปลูกมะปรางแซมสวนกล้วย
1.นำต้นกล้วย(หรือหน่อกล้วย) ที่มีความยาวประมาณ 1 เมตร จำนวน 4 ต้น มาปลูกในพื้นที่ที่จะปลูกมะปราง โดยปลูกต้นกล้วยให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส และเว้นพื้นที่ด้านในรัศมีประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อเป็นพื้นที่ปลูกมะปราง
2.เมื่อต้นกล้วยปลูกติดและมีการเติบโตดีแล้ว ก็นำต้นกล้ามะปรางมาปลูกได้เลย โดยขุดหลุม(ระหว่างพื้นที่ตรงกลางหน่อกล้วย 4 ต้น ) กว้าง 30 เซนติเมตร ลึก 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 2 กำมือ ต่อหลุม แล้วจึงนำต้นมะปรางลงปลูก และดูแลรักษาตามปกติ

***เพียงเท่านี้เกษตรกรที่จะปลูกมะปรางก็จะสามารถลดต้นทุนได้และลดระยะเวลาในการดูแลด้วย

การปลูกมะปรางลดทุน
คุณวิชา เจริญรัตนศิลป์ อยู่บ้านเลขที่ 400 บ้านเกษตรพัฒนา หมู่ 7 ต.บ้านแยง อ.นคร ไทย จ.พิษณุโลก โทรศัพท์ 085-273-2073 ยึดอาชีพปลูกมะปรางใน เนื้อที่ 80 ไร่ เริ่มทำการเพาะปลูกตั้งแต่ปี 2539 ได้เรียนรู้ด้วยตน เอง ลองผิดลองถูกจนประสบความสำเร็จ ที่สวนมีการเพาะพันธุ์ต้นมะปรางขายและ ใช้ในสวน ก่อนที่จะมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม เคยประกอบอาชีพเต็นท์รถแต่ไม่ ประสพความสำเร็จ จึงมีแนวคิดมาทำเกษตรกรรรมเนื่องจากมีพื้นที่บริเวณเชิง เขา ซึ่งเหมาะกับพืชทนแล้ง ก่อนที่จะมีการปลูกมะปรางมีการปลูกลำไย มาก่อน แต่ได้รับผลกระทบจากพายุลูกเห็บทำให้เสียหายทั้งสวน จึงมีการปลูกมะปรางขึ้น มาทดแทนจนประสพความสำเร็จ ที่สวนของคุณวิชาใช้ปุ๋ยคอกทำให้ลดต้นทุนในการ ผลิตไปได้มาก

การปลูกมะปรางของคุณวิชา จะขุดหลุมกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร (1 ศอก) จากนั้นนำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกมาใส่ในหลุม ๆ ประมาณครึ่งกระสอบปุ๋ยผสมดินให้เข้ากัน ที่สำคัญในการปลูกควรเลือกพันธุ์มะปรางที่ดีมีคุณภาพ

สายพันธุ์ที่คุณวิชาเลือก คือ มะปรางพันธุ์สุวรรณบาตร จะให้ผลผลิตดี ต้นพันธุ์ควรมีลักษณะแข็งแรง สมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลงรบกวน และมีการชำอยู่ในถุงพลาสติกอย่างน้อย 1 ปี

การให้น้ำ โดยปกติมะปรางเป็นไม้ผลที่ค่อนข้างทนทานต่อความแห้งแล้ง แต่ถ้ามะปรางขาดน้ำก็จะไม่มีการแตกยอดใหม่ ทำให้มะปรางชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นมะปรางจึงมีความจำเป็นในการใช้น้ำ ในระยะแรกปลูก 2-3 เดือน เว้นแต่ช่วงฝนตกงดการให้น้ำมะปรางที่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง ควรมีการรดน้ำ 15-20 วันต่อครั้ง การให้ใช้ปุ๋ยมะปรางในระยะแรกควรให้ปุ๋ย N-P-K ในสัดส่วน 1:1:1 เช่นปุ๋ยสูตร 15-15-15 เพื่อเสริมสร้างและทดแทนส่วนที่พืชนำไปใช้ในการแตกยอด ใบ กิ่งก้าน ระยะใกล้ออกดอก ควรใช้ปุ๋ยที่มีสัดส่วนของฟอสฟอรัสสูง เช่น ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ระยะที่พืชติดผลแล้ว ให้ใช้ปุ๋ยที่มีธาตุโปแตสเซียม เช่น ปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 12-17-2 เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต การใช้ควรปุ๋ยคอกในแปลงมะปรางช่วยให้การลดต้นทุนในการผลิตได้เป็นอย่างดี ปุ๋ยคอกจะช่วยรักษาความชื้นในดิน เทคนิคที่สำคัญในการให้น้ำมะปรางไม่ควรให้ช่วงมะปรางออกดอกเพราะจะทำให้ผล ผลิตหล่นเสียหายหากประสงค์ให้น้ำในแปลงปลูกควรเสริมด้วย ปุ๋ยสูตรปุ๋ยสูตร 13-13-21 หรือ 12-17-2

การให้ผลผลิต
มะปรางจะให้ผลผลิตในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน
ราคาผลผลิตอยู่ที่ 100-150 บาท/กิโลกรัม
การขยายพันธุ์มะปราง จะนิยมใช้การทาบกิ่ง การทาบกิ่งมะปรางจะใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน และจะเริ่มตัดกิ่งมาชำอีกครั้งในช่วงฤดูฝน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *